ประวัติ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค โคตรกองหลังแห่งยุคอันดับ 1

van-dijk-liverpool

Vergil Van Dijk (เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค) นักเตะสัญชาติ เนเธอร์แลนด์ เกิดที่เมือง เบรด้า โดยเขามีคุณพ่อที่มีเชื้อสายดัตช์ ส่วนแม่มีเชื้อสาย ซูรินาม ประเทศในทวีป อเมริกาใต้ เขาเริ่มต้นอาชีพการค้าแข้งด้วยการเป็นเด็กฝึกหัดของสโมสร วิลเลี่ยม ทเว ทู ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับ สโมสร โกรนิงเก้น ในปี 2010 และที่นี่คือที่เขาก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพ หลังถูกลงสนามในนาทีที่ 72 กับเกมที่พบกับ เดน ฮาก เมื่อวันที่ 1 เมษายน ก่อนที่จะอยู่กับ โกรนิงเก้น เพียง 2 ฤดูกาล และย้ายเข้าสู่อ้อมอก เซลติก

เริ่มต้นอาชีพนักเตะที่ สโมสร เซลติก (2013-2015)

หลังจากเล่นให้กับ โกรนิงเก้น 2 ฤดูกาล เขาก็ทำการย้ายเข้าสู่ทีมดังจากลีกสกอตแลนด์ อย่าง กลาสโกว์ เซลติก หลังจากดึงตัวมาร่วมทัพด้วยค่าตัวสูงถึง 2.6 ล้านปอนด์ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2013 พร้อมกับเซ็นสัญญานานถึง 4 ปี

แต่นั่นกว่าจะได้รับเลือกให้เป็นตัวหลักของทีม ก็รอถึงในฤดูกาลที่ 2 และโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น จนเป็นที่จับตามองจากเหล่าทีมดังทั่วยุโรปมากมาย ก่อนที่ในฤดูกาล 2015-2016 ฟาน ไดจ์ค ประกาศว่าต้องการย้ายทีมเพื่อหาความท้าทายใหม่ๆ และเพื่ออนาคตของตนเอง

ย้ายเข้าสู่ทีมนักบุญ สโมสร เซาท์แธมป์ตัน (2015-2017)

การท้าทายใหม่ของ ฟาน ไดจ์ค ก็เดินทางมาถึง หลังเขาตัดใจย้ายมาค้าแข้งใน ศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ในวันที่ 1 กันยายน 2015 ภายใต้การคุมทีมของ โรนัลด์ คูมัน ด้วยค่าตัวสูงถึง 13 ล้านปอนด์ พร้อมเซ็นสัญญา 5 ปี เขาใช้เวลาไม่กี่นาที เขาก็สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมได้สำเร็จ ก่อนที่จะได้รับสัญญาใหม่ทันที ยาว 6 ปี

ปีต่อมาฤดูกาล 2016-2017 เขาได้รับบทความตำแหน่งกัปตันทีมทันที เป็นบทความสำคัญบนเวที พรีเมียร์ ลีก มากๆ  ในปีนั้น เซาท์แธมป์ตัน ประสบความสำเร็จสุดๆ จนทำให้ทีมยักษ์ใหญ่ทั่วทวีปยุโรปต้องการนักเตะของเซาท์แธมป์ตัน ไปร่วมทีม สำหรับ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ลิเวอร์พูล ต้องการตัวสุดๆ ก่อนที่ ฟาน ไดจ์ค แสดงความปรารถนาต้องการอยู่ร่วมทีมเก่าไปก่อนสักฤดูกาล

ถึงเวลาไล่ล่าแชมป์กับ ลิเวอร์พูล

การย้ายทีมของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค เกิดขึ้นช่วงกลางฤดูกาล 2017-2018 เขาเข้าสู่อ้อมอกของหงส์แดงในวันที่ 5 มกราคม 2018 การย้ายมาลิเวอร์พูลครั้งนี้ สร้างความฮือฮาให้แก่หงส์แดงสุดๆ เขาย้ายด้วยค่าตัวมหาศาล และเป็นกองหลังที่มีค่าตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์ ก่อนที่เขาจะยอมรับว่าการได้ร่วมทัพ ลิเวอร์พูล คือสโมสรที่เขาเฝ้าฝันจะลงเล่นมาด้วยตลอด

เขากลายเป็นกำลังหลักที่ขาดไม่ได้สุดๆ ของพลพรรคหงส์แดง เขาสามารถยกระดับเกมรับของทีมได้เห็นอย่างชัดเจน  ก่อนที่จะเข้าไปชิงแชมป์ UCL ถ้วยที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ถึง 2 ปีติด คือปี 2018 และ 2019 ก่อนทีปีแรกจะอกหักพ่ายแพ้ให้กับ เรอัล มาดริด จนมาคว้าแชมป์สำเร็จในปี 2019 หลังคว่ำ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ไปด้วยสกอร์ 2-0 ได้